วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ระวัง 10โรคหน้าฝน


นายวงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกต่อเนื่องและเกิดน้ำท่วมขังได้ หากประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุดูแลรักษาสุขภาพของตนไม่ถูกต้อง อาจทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อต่างๆ อาทิ โรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร โรคติดเชื้อทางระบบผิวหนัง โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ โรคไข้เลือดออก

โรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร

โรคติดต่อทางน้ำและทางอาหารโดยเฉพาะในช่วงที่มีน้ำท่วม เช่น โรคท้องเดินหรือโรคอุจจาระร่วง โรคบิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำปนเปื้อนเชื้อโรค รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศจากการไอ จาม หรือมือที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ กลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ขวบ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากเมื่อเป็นโรคปอดบวมอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ได้

ระวังอันตรายโรคฉี่หนู

โรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในฉี่หนูหรือสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข สุกร โค กระบือ สัตว์ป่าและสัตว์ฟันแทะที่เป็นสัตว์รังโรค โดยเชื้อปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน โคลน แอ่งน้ำ ร่องน้ำ น้ำตก ที่ชื้นแฉะมีน้ำท่วมขัง เมื่อคนเดินย่ำน้ำหรือเล่นน้ำนานๆ เชื้อก่อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่เปื่อยยุ่ย บาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วน เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุในช่องปาก และอาจติดเชื้อจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำปนเปื้อนฉี่หนู หากติดเชื้อและทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจเสียชีวิตได้

ยุง หลากชนิดนำพิษโรคร้าย

โรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัส มียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัดและแสดงอาการต้องสงสัยติดเชื้อให้รีบพบแพทย์ หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้องทันเวลาอาจเสียชีวิตได้ โรคมาลาเรีย เกิดจากเชื้อโปรโตซัว มียุงก้นปล่องที่มีแหล่งอาศัยในป่าตามแนวชายแดนของประเทศเป็นพาหะนำโรค เมื่อถูกยุงนำเชื้อกัดประมาณ 1530 วันจะมีอากาศป่วย ต้องรีบพบแพทย์ตรวจและรักษาโดยเร็ว หากทิ้งไว้นานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเสียชีวิตได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เกิดจากเชื้อไวรัส มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรคมักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำทุ่งนา ซึ่งยุงรำคาญได้รับเชื้อจากการกินเลือดสัตว์ เมื่อกัดคนจะปล่อยเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิต บางรายหายป่วยเกิดความพิการทางสมอง สติปัญญาเสื่อม หรือเป็นอัมพาตได้

หมั่น รักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงน้ำสกปรก

โรคเยื่อตาอักเสบ หรือตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเชื้ออยู่ในน้ำตาและขี้ตา ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิด หรือใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน การใช้น้ำไม่สะอาดล้างหน้า อาบน้ำ ถูกน้ำสกปรกที่มีเชื้อโรคกระเด็นเข้าตา หรือการใช้มือ แขน และเสื้อผ้าสกปรกขยี้ตา หรือเช็ดตา โรคน้ำกัดเท้า เกิดจากเชื้อรา สาเหตุมาจากการทำงานที่ต้องลุยอยู่ในน้ำสกปรกนานๆ ทำให้ผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง ขอบนูนเป็นวงกลม คัน หากเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองเยิ้ม

สังเกตบริเวณบ้าน งดทานเห็ดพิษ

อันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง หนีมาหลบอาศัยในบริเวณบ้าน โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำท่วมขัง และโรคอาหารเป็นพิษจากเห็ดพิษ จากรายงานการเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยเสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษทุกปี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค. พ.ย. ด้วยการรับประทานเห็ดที่ขึ้นเองในป่า สวน ไร่ หรือเห็ดขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนมากพบในภาพเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขอให้ประชาชนระมัดระวังรักษาสุขภาพร่างกายให้อบอุ่น แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ซึ่งทำได้ง่ายๆ เพียงล้างมือฟอกสบู่ก่อนรับประทานอาหาร ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ หลังจากเดินย่ำน้ำให้ล้างมือล้างเท้าทุกครั้ง ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและระวังอย่าให้ยุงกัด อย่าใช้มือ แขน และผ้าสกปรกขยี้ตา หรือเช็ดตา ระวังไม่ให้น้ำสกปรกเข้าตา เมื่อน้ำสกปรกเข้าตาให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง หากมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย หรือผิวหนังเริ่มเปื่อย เกิดตุ่มคัน น้ำกัดเท้า หรือมีบาดแผล ให้รีบพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มเป็น ก่อนที่อาการจะลุกลาม



ที่ มา: กองประชาสัมพันธ์ กทม.

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เพลงพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรีชาญาณในเรื่องของดนตรี กีฬา พระองค์ทรงเป็นนักประพันธ์ชั้นครู ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้มากมาย มีความไพเราะเป็นยิ่งนัก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี 5 เพลง คือ "
Echo", "Still on My Mind", "Old-Fashioned Melody", "No Moon" และ "Dream Island" นอกจากนี้ มี 2 เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลังใส่ในคำร้องที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้ว คือ "ความฝันอันสูงสุด" และ "เราสู้"
ผู้ที่โปรดเกล้าฯ ให้แต่งคำร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์มีหลายท่าน ได้แก่
หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์, ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา, นายจำนงราชกิจ (จรัล บุณยรัตพันธุ์), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ล.ประพันธ์สนิทวงศ์ และท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นต้น
ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครู
เอื้อ สุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ในระยะหลังพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทำให้พระองค์ทรงไม่มีเวลาที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่ๆออกมา เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง "
เมนูไข่" เป็นเพลงแนวสนุกสนาน เนื้อร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษาแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2538
ต่อมาได้มีการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเรียบเรียงเป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด 27 เพลง โดย
เปรมิกา สุจริตกุล โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 และได้ลงพิมพ์เนื้อร้องในหนังสือ "โสมส่องแสง" เพื่อมอบแก่สมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส, สมาคมฝรั่งเศส (Alliance Française), สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ชมรมสมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Legion d”Honneur และสถานทูตฝรั่งเศส เพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษาฝรั่งเศสโดยใช้บทเพลงเป็นสื่อ

เพลงพระราชนิพนธ์

1. แสงเทียน (Candlelight Blues)
2.
ยามเย็น (Love at Sundown)
3.
สายฝน (Falling Rain)
4.
ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
5.
ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
6.
ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men's Blues)
7.
มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March)
8.
อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
9.
เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)
10.
คำหวาน (Sweet Words)
11.
มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn)
12.
แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)
13.
พรปีใหม่
14.
รักคืนเรือน (Love Over Again)
15.
ยามค่ำ (Twilight)
16.
ยิ้มสู้ (Smiles)
17.
มาร์ชธงไชยเฉลิมพล (The Colours March)
18.
เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)
19.
ลมหนาว (Love in Spring)
20.
ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)
21.
Oh I say
22.
Can't You Ever See
23.
Lay Kram Goes Dixie
24.
ค่ำแล้ว (Lullaby)
25.
สายลม (I Think of You)
26.
ไกลกังวล (When), เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
27.
แสงเดือน (Magic Beams)
28.
ฝัน (Somewhere Somehow), เพลินภูพิงค์
29.
มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March)
30.
ภิรมย์รัก (A Love Story)
31.
Nature Waltz
32.
The Hunter
33.
Kinari Waltz
34.
แผ่นดินของเรา (Alexandra)
35.
พระมหามงคล
36.
ยูงทอง
37.
ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind)
38.
เตือนใจ (Old-Fashioned Melody)
39.
ไร้เดือน (No Moon), ไร้จันทร์
40.
เกาะในฝัน (Dream Island)
41.
แว่ว (Echo)
42.
เกษตรศาสตร์
43.
ความฝันอันสูงสุด (The Impossible Dream)
44.
เราสู้
45.
เรา-เหล่าราบ ๒๑ (We-Infantry Regiment 21)
46.
Blues for Uthit
47.
รัก
48.
เมนูไข่

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

5 อันดับ คณะที่จบแล้ว หางานง่าย

เรามีบทความมาผ่อนคลายให้หายเครียด วันนี้เริ่มเลยกันที่เรื่อง 5 อันดับคณะที่เรียนจบแล้วหางานง่าย สุดๆ ^_^โดยการจัดอันดับในครั้งนี้ทาง สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ไปสำรวจถามความเห็นของพี่ๆนิสิตนักศึกษา นายจ้าง ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ว่าคณะไหนที่เรียนแล้ว หางานง่ายที่สุด ซึ่งก็ได้คำตอบมาดังนี้..


- อันดับ 1 แพทย์ / พยาบาล ร้อยละ 27.55
- อันดับ 2 คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 25.62
- อันดับ 3 บัญชี / การตลาด ร้อยละ 18.59
- อันดับ 4 บริหาร / การจัดการ ร้อยละ 16.70
- อันดับ 5 นิติศาสตร์ / รัฐศาสตร์ ร้อยละ 11.54

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู


ลูกๆทุกคนก็ได้รู้กันแล้วว่า ความหวังของแม่ที่มีต่อลูก 3 หวังคือ
ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา
เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา
หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ

ทีนี้ มาดูตัวอย่างบ้าง บุคคลที่เป็นยอดกตัญญูที่น่าประทับมากที่สุดคือใคร ทราบไหม...ในหลวงของเรา
ในหลวงของเรานอกจากจะเป็นยอดพระมหากษัตริย์ของโลกแล้ว ในหลวงของเรายังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย ความหวังของแม่ทั้ง 3 หวังในหลวงปฏิบัติได้ครบถ้วน สมบูรณ์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดให้แก่พวกเรา

หวังที่ 1
ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้

ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหน ก็มีคนเยอะแยะทั้งทหาร องครักษ์ พยาบาล คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า “ไม่ต้อง คนนี้เป็นแม่ของเรา เราประคองเอง”
ลองหันมาดูพวกเราส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหนแต่งตัวโก้ บางคนแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ติดเหรียญตรา เหรียญกล้าหาญเต็มหน้าอก แต่เวลาเดินไม่กล้าประคองแม่ กลัวไม่สง่า กลัวเสียศักดิ์ศรี
บางคนพอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้ากราบไหว้แม่เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ เป็นชาวนา เป็นลูกจ้าง ไม่เคารพแม่ ดูถูกแม่ แต่ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว
สมเด็จย่ามิได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นสามัญชน เป็นเด็กหญิงสังวาล แต่ในหลวงเกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์ แต่ในหลวงซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินก้มลงกราบคนธรรมดาที่เป็นแม่ หัวใจลูกที่เคารพแม่ กตัญญูกับแม่อย่างนี้หาไม่ได้อีกแล้ว

หวังที่ 2
ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา

สมเด็จย่าประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ในหลวงเสด็จไปเยี่ยมทุกคืน ตี 4 เศษๆถึง
จึงเสด็จกลับ ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่าคืนละหลายชั่วโมง ไปให้ความอบอุ่นทุกคืน แม่...พอเห็นลูกมาเยี่ยมก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว นี้ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ยังมาเดินเข็นรถให้แม่ ป้อนข้าวป้อนน้ำให้แม่ ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่
ลองหันมาดูตัวเราเอง ตอนพ่อแม่ป่วย โผล่หน้าเข้าไปดูหน่วยหนึ่งถามว่าวันนี้อาการเป็นยังไง พ่อแม่ยังไม่ทันตอบเลย มีธุระ ต้องไปแล้ว โผล่หน้าไปให้เห็นพอเป็นมารยาท เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู เราไม่ได้ไปทดแทนพระคุณท่าน

หวังที่ 3
เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา
หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ

วันนั้น ในหลวงเฝ้าสมเด็จย่าอยู่จนตี 4 จับมือแม่ กอดแม่ ปรนนิบัติแม่จนกระทั้งแม่หลับจึงเสด็จกลับ พอถึงวัง เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่าสมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบเสด็จกลับศิริราช เห็นสมเด็จย่านอนหลับอยู่บนเตียง ในหลวงตรงเข้าไป คุกเข่ากราบลงที่หน้าอกแม่ ซบพระพักตร์นิ่งอยู่นาน แล้วค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้น น้ำพระเนตรไหลนอง ต่อไปนี้จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว เอามือกุมมือแม่ไว้ มือที่ปั้นลูกจนได้เป็นกษัตริย์ เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง ชีวิตลูก...แม่ปั้น พระองค์มองเห็นหวีปักอยู่ที่ผมแม่ ค่อยๆหวีผมให้แม่ หวี...หวี...หวี...หวีให้แม่สวยที่สุด แต่งตัวให้แม่สวยที่สุด...ในวันสุดท้ายของแม่
พระองค์เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู...หาที่เปรียบมิได้อีกแล้ว
“กษัตริย์ยอดกตัญญู”

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

หลากหลายเหตุผลที่คนไทยรักในหลวง

พระเจ้าอยู่หัวยังอยู่
นับเป็นห้วงเวลาที่ยากจะทำใจ เมื่อคนไทยต้องสูญเสียพระเจ้าอยู่รัชกาลรัชกาลที่ 8 ผู้ทรงงามทั้งพระสิริโฉม งามทั้งพระราชจริยวัตร และยังทรงเป็น “ความหวัง” อันสดใส ด้วยทรงริเริ่มปฏิบัติพระราชภารกิจอย่าง “พระเจ้าแผ่นดินยุคใหม่” เสด็จฯ เยี่ยมเยียนพสกนิกรอย่างใกล้ชิด โดยมีพระอนุชาธิราชทรงร่วมปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างเข้มแข็ง
เมื่อมาเสด็จสู่สวรรคาลัยรวดเร็วเช่นนี้ ความหวังอันเรืองรองที่ฉายโชนอยู่ในใจคนไทยก็ดูคล้ายจะดับวูบไปชั่วขณะและนี่คือพระราชดำรัสปลุกปลอบ ที่กลายเป็นเปลวเทียนจุดสว่างกลางความมืดมนในใจราษฎร
“พระเจ้าอยู่หัวยังอยู่ พระอนุชาต่างหากที่ไม่มีแล้ว”

น้ำพระทัยผ่านมา
ที่หมู่บ้านชำเมย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ผู้เสด็จท่านหนึ่งเล่าว่ามีป้ายเล็กๆฝีมือคนในหมู่บ้านเขียนติดไว้ข้างทาง ข้อความบนป้ายนั้นมีอยู่ว่า “น้ำแล้งผ่านไป เมื่อน้ำพระทัยผ่านมา”

24 ชั่วโมง
“...เพื่อนฝรั่งผมเคยถามว่า ทำไมคนไทยจึงได้รักในหลวงมาก ผมเอาภาพถ่ายต่างๆให้เขาดู แล้วบอกว่า King ของเราทรงทำงานเหนื่อยเพื่อคนไทยทั้งชีวิต อะไรที่ทำเพื่อประชาชนคนไทย พระองค์ท่านทรงทำหมด ไม่ว่าคนไทยจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ พระองค์ไปถึงหมด แล้วผมก็เอาภาพพระราชวังให้ดู แล้วบอกเขาว่า เห็นไหม พระราชวังที่ท่านอยู่ไม่เหมือนที่อื่นเลย พระองค์อยู่เช่นสามัญชน ทรงทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ผมถามเขาว่า ชีวิตคุณเคยมีใครไหมที่ทำอะไรเพื่อคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง... ”

ตัดสินใจได้
“...ตอนเกิดเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ เราเองอยู่ที่กรุงเทพฯ ตั้งใจจะแค่ส่งกำลังใจไปช่วยและบริจาคเงินเท่านั้น แต่พอทราบข่าวว่า ในหลวงท่านทรงห่วงใยผู้ได้รับเคราะห์ถึงขั้นลงมากำกับการส่งสิ่งของพระราชทานด้วยพระองค์เอง เราถึงกับน้ำตาคลอเลย
คืนนั้น ตัดสินใจเก็บผ้าใส่กระเป๋า ลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัยทันที..”
ราษฎรยังอยู่ได้
พ.ศ. 2513 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองพัทลุง อันเป็นแหล่งที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ปฏิบัติการรุนแรงที่สุดในภาคใต้เวลานั้น
ด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งล้น ทางกระทรวงมหาไทยได้กราบบังคมทูลขอให้ทรงรอให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เสียก่อน แต่คำตอบที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้รับก็คือ
“ราษฎรเขาเสี่ยงภัยกว่าเราหลายเท่า เพราะเขาต้องกินอยู่ที่นั่นเขายังอยู่ได้ แล้วเราจะขลาดแม้แต่จะไปเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของเขาเชียวหรือ”

ทิ้งได้อย่างไร
19 สิงหาคม 2489 หลังจากทรงรับอัญเชิญขึ้นครองราชย์ได้สองเดือนเศษ ก็ต้องทรงอำลาประเทศไทยเพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปเรียนต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งแล่นจากพระบรมมหาราชวัง ผ่านถนนราชดำเนินกลาง มุ่งสู่สนามบินดอนเมือง ท่ามกลางประชาชนชาวไทยที่มาส่งเสด็จสองข้างทาง
อาจด้วยอารมณ์อ้างว้างและใจหาย ผลักดันให้ชายคนหนึ่งในหมู่พสกนิกรร้องตะโกนขึ้นมาขณะที่รถพระที่นั่งแล่นผ่านว่า
“อย่าละทิ้งประชาชน !”
ไม่มีใครรู้ความในพระราชหฤทัยที่มีต่อเสียงร้องนั้น จนเมื่อได้พระราชทานพระราชนิพนธ์
“เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์” ลงตีพิมพ์ในหนังสือ “วงวรรณคดี” อีกหลายเดือนต่อมาว่า
“...อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งได้อย่างไร...”
ความในพระราชหฤทัยที่มีต่อประชาชนนี้ บัดนี้มีอายุถึงหกสิบปีแล้ว แต่ยังมีคนไทยผู้ใดลืมได้ลง

ของมีค่าหายาก
ในปี พ.ศ.2498 เมื่อชาวอีสานทราบข่าวดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะเสด็จฯ เยี่ยมอีสานเป็นเวลายาวนานถึง 19 วัน ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2498 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวอีสานจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจเพียงใด
เพราะอีสานเวลานั้นแห้งแล้งเหลือแสน ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำชลประทานดังเช่นปัจจุบัน เส้นทางรถยนต์ในยุคนั้นก็ยังเป็นดินแดงๆทุรกันดาร น้ำพระราชหฤทัยที่แสดงออกด้วยการเจาะจงเสด็จฯ เยี่ยมอีสาน จึงเป็นเสมือนน้ำฝนฉ่ำที่หยาดลงมาบนผืนดินที่แห้งผาก
ยังไม่ทันที่พระองค์จะเสด็จฯ มาถึง น้ำพระทัยที่เย็นดุจสายฝนหยดแรกก็หยาดนำทางลงมาเสียแล้ว เมื่อมีข่าวว่า กรมทางหลวงเตรียมนำ “น้ำ” มาราดถนนทางเสด็จพระราชดำเนินเพื่อมิให้ถนนเกิดฝุ่นแดงคลุ้งเมื่อรถพระที่นั่งแล่นผ่าน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งห้ามว่า ไม่ให้นำน้ำซึ่งเป็นของที่มีค่าหายากมาราดถนนรับเสด็จ แต่ให้สงวนน้ำไว้ให้ราษฎรใช้อาบกิน

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

AmpaWa Floting Market

ในอดีตเมืองอัมพวาถือว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม มีตลาดน้ำขนาดใหญ่และชุมชนริมน้ำที่เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรม แต่ผลกระทบของการพัฒนาการคมนาคมทางบก ทำให้ความเป็นศูนย์กลางฯ ของอัมพวาต้องสูญเสียไป ตลาดน้ำค่อยๆลดความสำคัญและสูญหายไปในที่สุด ทิ้งไว้แต่ร่องรอยของความเจริญในอดีตซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนในทุกวันนี้ ทางเทศบาลตำบลอัมพวา โดยความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น ได้ฟื้นฟูตลาดน้ำอัมพวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่ออนุรักษ์ความเป็นอยู่ของชุมชนริมน้ำ ซึ่งในปัจจุบันจะหาดูได้ยาก ให้สืบทอดตลอดไป โดยใช้ชื่อว่า "ตลาดน้ำยามเย็น"
ตลาดน้ำโดยทั่วไปมักจะจัดขึ้นในเวลากลางวัน แต่ตลาดน้ำยามเย็น ที่อัมพวาแห่งนี้ จะจัดขึ้นในช่วงงเวลาเย็นเรื่อยไปจนถึงเวลาพลบค่ำ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดในลักษณะเช่นนี้ ในตอนเย็นชาวบ้านจะเริ่มทยอยพายเรือนำสินค้าหลากหลายนานาชนิด อาทิ อาหาร ผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ มาขายให้กับนักท่องเที่ยว หรือคนในท้องถิ่นที่สัญจรไปมาที่ตลาดอัมพวา ทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติของชีวิตของชุมชนริมน้ำ ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถที่จะหาซื้ออาหารมานั่งรับประทาน บริเวณริมคลองอัมพวาติดกับตลาดน้ำ ซึ่งได้มีการจัดสถานที่ไว้ ทำให้มีความสะดวกสบายมากยิ่ง
การเดินทาง
ทางรถยนต์จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไปอำเภอดำเนินสะดวกและอุทยาน ร.2 ประมาณ 6 กม ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร. ทางแยกซ้ายมือ เข้าตลาดอัมพวา จอดรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา
รถประจำทางจากสถานีขนส่งสายใต้
รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ ผ่านจังหวัดสมุทรสงครามถึงตลาดอัมพวา
สาย 976 กทม.-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา